ยาคุมชนิด 21 เม็ด = การกินยาแผงแรก สามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันที่ 1-10 ของการมีประจำเดือน (แต่วันที่ 5 จะเหมาะสมที่สุด) โดยเลือกเม็ดยาให้ตรงกับวันที่เริ่มกินยา เช่น เริ่มเม็ดแรกวันจันทร์ ก็ให้กินเม็ดที่ด้านหลังแผงเขียนว่า “จ” หรือ “Mon” กินคืนละ 1 เม็ด ก่อนนอนทุกคืน ตรงเวลา ห้ามลืมกิน โดยกินไปตามลูกศร จนครบ 21 เม็ด เมื่อหมดแผงแรกแล้ว ให้หยุดยา 7 วัน แล้วจึงเริ่มกินยาแผงใหม่ต่อไป โดยในช่วง 7 วันที่หยุดยา จะมีประจำเดือนมา ไม่ต้องสนใจว่าจะมากี่วัน ถึงแม้จะยังไม่หมด แต่เมื่อหยุดยาแผงแรกครบ 7 วันแล้ว ก็เริ่มยาแผงใหม่ได้เลย
ยาคุมชนิด 28 เม็ด = จะประกอบด้วยฮอร์โมน 21 เม็ด และอีก 7 เม็ด อาจเป็นแป้ง วิทามิน หรือเหล็ก ซึ่งจะมีสีหรือขนาดเม็ดยาแตกต่างจาก 21 เม็ด เม็ดแป้งอีก 7 เม็ดที่เพิ่มเข้ามา เพื่อให้กินยาติดต่อกันทุกวัน โดยไม่ต้องเว้นช่วง จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการนับวัน
การกินยาแผงแรก ให้เริ่มกินในวันแรกที่มีประจำเดือน โดยให้เริ่มกินในส่วนที่เป็นสีแดงในด้านหลังของแผง และเลือกเม็ดยาให้ตรงกับวันแรกของการมีประจำเดือน กินคืนละ 1 เม็ด ก่อนนอนทุกคืน ตรงเวลา ห้ามลืมกิน โดยกินไปตามลูกศร จนครบ 28 เม็ด เมื่อกินหมดแผงแล้ว สามารถเริ่มยาแผงต่อไปได้ทันที โดยไม่ต้องสนใจว่ากำลังมีประจำเดือนอยู่หรือไม่ก็ตาม
ข้อควรปฏิบัติในการกินยา
1. ในการกินยา 15 เม็ดแรก ของแผงแรก อาจมีประสิทธิภาพการคุมกำเนิดไม่ดีนัก ต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นด้วย แต่แผงถัดไป จะปลอดภัยทุกวัน
2. การกินยาแผงแรก อาจมีอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้อาเจียน เพราะร่างกายยังไม่ชินกับยาคุม เมื่อกินไป 2-3 แผง อาการจะค่อยๆหายไป หากยังไม่หายให้ปรึกษาเภสัชต่อไป
3. ถ้าลืมกินยา ให้กินทันทีที่นึกได้ หากลืมกินเกิน 12 ชม. ควรคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย แต่ต้องกินยาให้ครบแผง เพื่อให้ประจำเดือนมาปกติ (ดูรายละเอียดได้ในหัวข้อการลืมกินยา)
4. การกินยาคุมที่มีปริมาณ EE ต่ำ (0.02 มก.) ควรกินเม็ดแรกตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือน
5. ยา 7 เม็ดแรก จะมีความสำคัญต่อการยับยั้งการตกไข่มาก จึงไม่ควรลืมกินยาในช่วงนี้
6. ในกรณียามี 22 เม็ด (เช่น Lyndiol 50 E, Minilyn) ให้หยุดยาแค่ 6 วัน
ยาคุมชนิด minipills = เริ่มทานยาแผงแรกในวันแรกที่มีประจำเดือน ทานทุกวัน วันละ 1 เม็ด เวลาเดียวกันจนหมดแผง (ควรกินหลังอาหารเย็น หรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ 4 ชม.) เมื่อกินแผงแรกหมดแล้ว สามารถกินแผงต่อไปได้ทันที โดยไม่ต้องสนใจว่ากำลังมีประจำเดือนอยู่หรือไม่ก็ตาม
หากลืมกินยา 1 เม็ด ให้กินทันทีที่นึกได้ แต่ถ้านึกได้ในคืนถัดไป ก็ให้กินรวมเป็น 2 เม็ดในคืนนั้น ถ้าลืมกินยา 2 เม็ดติดต่อกัน ให้กินยาครั้งละ 2 เม็ด ใน 2 วันถัดไป
ถ้าลืมกินยามากกว่า 2 เม็ดติดต่อกัน ให้หยุดกินยา แล้วคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น
ความอ้วนกับยาคุมกำเนิด
|
ยาเม็ดคุมกำเนิดบางชนิดอาจเป็นสาเหตุทำ ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากยาเม็ดคุมกำเนิดทั่วไปมีส่วนผสมของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจน อยู่ในเม็ดเดียวกัน |
เอสโตรเจนมีส่วนอย่างมากในการทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจาก เอสโตรเจนทำให้มีการสะสมของน้ำ และไมันใต้ชั้นผิวหนังมากขึ้นดังนั้นผู้หญิงที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีเอส โตรเจนสูงๆ นอกจากจะต้องผจญกับอาการข้างเคียงอย่างปสดศีรษะ คลื่นไส้ เวียนศีรษะแล้ว น้ำหนักตัวยังค่อยๆ ขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ เอสโตรเจนสูงๆ จะเป้นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้าได้ง่ายขึ้นด้วย
ส่วนโปรเจสดตเจน ที่มีฤทธิ์ฮอร์โมนเพศชายจะเป็นตัวกระตุ้นให้มีความอยากอาหารมากขึ้น เมื่อรับประทานมากขึ้นก็ย่อมที่จะมีน้ำหนักตัวมากขึ้นด้วยนั่นเอง ที่สำคัญยังมีคลอเลสเตอรอลตัวร้ายที่ชื่อ LDL จากฤทธิ์ฮอร์โมนเพศชายยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่ม ขึ้นด้วย
อย่างไรก้ตาม ปัจจุบันได้มีการทำให้ยาเม็ดคุมกำเนิดใหม่ๆมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดดี และมีผลข้างเคียงน้อย เพราะมีเอสโตรเจนต่ำ และโปรเจสโตเจนที่มีลัฏษณะใกล้เคียงกับธรรมชาติ มีฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชายน้อย แต่ยังคงความสามารถในการคุมกำเนิดได้ดีอยู่ จึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการคุมกำเนิดค่ะ แต่ก็ควรปรึกษาหมอก่อนซื้อมาทานเองจะดีกว่านะคะ
กินยาคุมกำเนิดให้ถูกวิธี

การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากการกินยาเป็นวิธีที่ง่ายไม่เจ็บตัว ราคาถูก ผลป้องกันการตั้งครรภ์ได้สูง ใช้กันอย่างคุ้นเคยมานานแล้ว สะดวก หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป
ต้องเข้าใจเมื่อเริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
เมื่อรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแผงแรก ควรทำอย่างไร
การ มีเพศสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยา ทั้งในผู้ที่ใช้ยาเป็นครั้งแรก ผู้ที่ต้องการเริ่มใหม่หลังจากหยุดใช้ยาไปช่วงหนึ่ง ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์ใน 2 สัปดาห์แรกต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัย เพราะยาจะยังไม่มีผลในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ทันที หลังจากนั้นสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ยกเว้นถ้าลืมกินยาในบางกรณีอาจต้องใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่นๆ ร่วมด้วยอีกเช่นกัน
นอกจากนี้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดแผง 21 เม็ดที่มีช่วงเวลาหยุดยา 7 วันในช่วงเวลาที่หยุดยาก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ
ทำอย่างไรหากต้องกินยาอื่นร่วมกับยาเม็ดคุมกำเนิด
ถ้า มีการเจ็บป่วยอื่นๆ ขณะใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด เมื่อไปพบแพทย์ หรือซื้อยากินเองควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบว่ากำลังใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด อยู่ เนื่องจากมียาหลายชนิด เช่น ยารักษาวัณโรค ลมชัก และยาปฎิชีวนะบางตัวที่ทำให้ประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกำเนิดลดลงเมื่อนำมาใช้ ร่วมกัน และอาจส่งผลให้มีเลือดออกผิดปกติ หรือตั้งครรภ์ได้ ซึ่งหากต้องใช้ยาเหล่านั้นเป็นเวลานานอาจต้องเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดที่มี ปริมาณตัวยาสูงขึ้น หรือเปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นแทน
อาการข้างเคียงจากยาเม็ดคุมกำเนิด
ยาเม็ดคุมกำเนิดอาจ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน อาการเจ็บคัดเต้านม เลือดออกกะปริดกะปรอย น้ำหนักตัวเพิ่ม มีสิว มีฝ้า ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักหายไปได้เองหลังจากใช้ยาเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ถึง 3 เดือน
ทำไมกินยาเม็ดคุมกำเนิดแล้วตั้งครรภ์
1. รับประทานยาอื่นร่วมกับยาเม็ดคุมกำเนิด (ซึ่งกล่าวไปแล้วข้างต้น)
2. ลืมกินยา
ทำอย่างไรถ้าลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิด
ยาเม็ดคุมกำเนิด เป็นยาที่ต้องใช้อย่างต่อเนื่อง การลืมกินยาเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยๆ แม้ว่าไม่เป็นอันตรายแต่ก็มีผลเสีย เช่น ทำให้ผู้ใช้มีเลือดออกกะปริดกะปรอย และถ้าลืมกินบ่อยๆ อาจเกิดการตั้งครรภ์ได้ จึงควรกินยาในเวลาเดียวกันทุกวัน เก็บยาในที่เห็นได้ง่ายๆ เพื่อช่วยเตือนไม่ให้ลืมกินยา กรณีที่ลืมกินยาแล้วให้แก้ไข ดังนี้
1. ลืม 1 เม็ด ให้กินทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปในเวลาเดิม
2. ลืมตั้งแต่ 2 เม็ด ขึ้นไป ติดต่อกันในช่วง 2 สัปดาห์แรก (14 เม็ดแรกของแผง ซึ่งเป็นยาฮอร์โมน) ให้กิน 1 เม็ดทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปในเวลาเดิมตามปกติจนหมดแผง
3. ลืมตั้งแต่ 2 เม็ด ขึ้นไป ติดต่อกันในช่วงสัปดาห์ที่ 3 (เม็ดที่ 16-21 ของแผง ซึ่งเป็นยาฮอร์โมน) ให้กิน 1 เม็ดทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปในเวลาเดิมตามปกติจนหมดแผงครบ 21 เม็ด และเริ่มกินยาฮอร์โมนเม็ดแรก ของแผงใหม่ติดต่อกันไปโดยไม่ต้องเว้นระยะ 7 วัน
กรณีที่เป็นยาชนิดแผงละ 28 เม็ด ให้ทิ้งยาหลอก 7 เม็ดไป
ถ้าไม่ลืมกินยาไม่ต้อง วิตกกังวล และให้เริ่มต้นยาแผงใหม่ตามเวลาปกติ แต่ถ้าขาดประจำเดือนนานติดต่อกัน 2 เดือน ต้องไปพบแพทย์ เพื่อตรวจการตั้งครรภ์ ถ้าลืมกินยาก็ต้องตรวจการตั้งครรภ์เช่นกัน
6 ประโยชน์ของยาคุมกำเนิด
กรณีที่ลืมมากกว่า 2 เม็ดในช่วงใดก็ตาม ให้ใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่น เช่น การใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย เป็นต้น
ทำอย่างไรหากประจำเดือนไม่มา
ยาคุมถึงจะมีไว้เพื่อคุมกำเนิดก็จริง แต่สาวๆ รู้ไหมว่ายาคุมกำเนิดยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพถึง 6 ข้อเลยทีเดียว
1. ช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้องและอาการเครียดก่อนและขณะมีประจำเดือน รวมถึงช่วยป้องกันและลดภาวะโลหิตจาง และลดอาการปวดศีรษะไมเกรน
2. ช่วยลดภาวะการเกิดสิว หน้ามัน และขนดก เพราะยาคุมกำเนิดบางชนิดจะมีฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนเพศชาย จึงช่วยทำให้อาการดังกล่าวลดลงได้
3.ช่วยให้กระดูกแข็งแรง จากผลการวิจัยพบว่ายาคุมกำเนิดจะช่วยควบคุมฮอร์โมนภายในร่างกายให้อยู่ใน ระดับสมดุล จึงช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงก่อนและหลังหมด ประจำเดือนได้
4.ช่วยลดอาการผิดปกติก่อนมีประจำเดือน โดยยาคุมกำเนิดจะมีส่วนช่วยบรรเทาและลดระยะเวลาของอาการผิดปกติก่อนมีประจำ เดือน เช่น อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ท้องอืด มือเท้าบวมหรือปวดเมื่อยตามตัว
5.ช่วยลดอุบัติการณ์ของมะเร็งรังไข่ เนื่องจากยาคุมกำเนิดจะป้องกันไม่ให้มีการตกของไข่ ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อผิวของรังไข่ และทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ผิวรังไข่
6.ช่วยลด อุบัติการณ์ของภาวะอักเสบในอุ้งเชิงกราน เพราะฮอร์โมนในยาคุมกำเนิดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของมูกบริเวณปากมดลูก โดยทำให้เหนียวข้นขึ้น จึงช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคผ่านเข้าไปในโพรงมดลูกและอุ้งเชิงกราน
ไดแอน ยาคุมยอดฮิต
|
Diane คือ ยาคุมที่มีผลนอกเหนือจากการคุมกำเนิดแล้ว ยังมีการใช้เพื่อเพิ่มขนาดหน้าอก หรือ รักษาสิว เพราะมีส่วนประกอบออกฤทธิ์ยับยั้งฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชายที่สร้างขึ้น จากอวัยวะของสตรีได้ ดังนั้นจึงรักษาอาการที่เนื่องมาจากมีฮอร์โมนเพศชายมากในสตรี เช่น สิว หน้าและผมมัน เป็นต้น ผลข้างเคียงของยาคุมที่พบได้ทั่วไปคือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นซึ่งแบ่งได้ เป็น 2 ชนิด คือ น้ำหนักเพิ่มขึ้นคงที่ และน้ำหนักเพิ่มเป็นวงจร โดยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นคงที่เกิดจากฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจนที่แฝง อยู่ทำให้ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น หรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ลดลง ส่วนน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นแบบเป็นวงจรสัมพันธ์กับฤทธิ์เอสโตรเจนที่มีผลให้ เกิดการคั่งของน้ำ ในกรณีของ Diane ก็จะเกิดน้ำหนักตัวเพิ่มได้จากกรณีหลัง ไดแอนกับการรักษาสิว
|
ยาฉีดเร่งสวย
น้องเชอร์รี่ (นามสมมติ) จัดว่าเป็นคนสวย หน้าตาคมเข้ม ใบหน้าใส ไร้สิว ฝ้า ผิวพรรณผุดผ่องเป็นยองใย และจากที่เคยมีรูปร่างเพรียวลม ตอนนี้เชอร์รี่ มีหน้าอกหน้าใจ อวบอัด สะโพกผาย เรียกว่านมเป็นนม ก้นเป็นก้น เดินผ่านผู้ชายทีไร เป็นต้องได้ลูกยอเป็นของฝาก เปล่า เธอไม่ได้กำลังข้ามผ่านวัยรุ่นเข้าสู่วัยสาว แต่เธอได้ยาบางอย่างที่ทำให้เธอสามารถเปลี่ยนจากกะเทยเป็นหญิงสาวสวย แม้ว่าจะไม่สวยตามธรรมชาติ
" ในเมื่อธรรมชาติสร้างหนูมาอย่างนี้ หนูก็ต้องอยากสวย อยากเด่น เหมือนผู้หญิงทุกคน แล้วมันผิดด้วยหรือ? " น้องเชอร์รี่ กะเทยรุ่นกระเตาะเปรย
เชอร์รี่ ต้องสร้างความมั่นใจให้กับการเป็นกะเทยด้วยการกินยาคุมกำเนิดมานานนับปีแล้ว เช่นเดียวกับกะเทยคนอื่นๆ ในเมืองไทย เธอเริ่มตัดสินใจกินยาคุมกำเนิด เมื่อออกจากบ้านมาเรียนที่กรุงเทพฯ สถานที่ซึ่งเธอมีอิสระและอยู่ห่างไกลพ่อแม่ เพื่อให้ร่างกายที่เคยดูเทอะทะ เก้งก้าง กระด่างกระดำ ขนรุงรัง ปรับเปลี่ยนอย่างที่เห็นในปัจจุบันชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ จนผู้หญิงแท้ๆ ยังชิดซ้าย
" ชีวิตหนูเจออะไรมาแยะเยอะ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ดังนั้นต่อจากนี้ไป ไม่ว่าจะเจออะไร หนูก็ต้องทำให้มันสำเร็จ " เธอหมายถึงเป้าหมายของการเป็นผู้หญิงเต็มตัว
|
|
|
" กะเทยทุกคนต่างก็เฝ้าฝันอยากจะผ่าตัดแปลงเพศทั้งนั้น ทุกคนจึงต้องกินยาคุม เพราะการแปลงเพศนอกจากจะต้องผ่านการทดสอบความตั้งใจที่แน่วแน่แล้ว ยังใช้เวลากินยาคุมเพื่อให้ฮอร์โมนในร่างกายปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างน้อย 5 ปี ถึงจะทำการผ่าตัดได้ ไม่งั้น หมอจะไม่ทำการผ่าตัดให้เด็ดขาด เพราะอาจทำให้ช๊อคได้ระหว่างผ่าตัด มีสิทธิ์ถึงตายทีเดียว " เชอร์รี่ บอกว่า กินยาคุมมาแค่ครึ่งปี สะโพกตอนนี้ก็ปาเข้าไป 37 แล้ว หน้าอกถึงจะไม่โตเท่าผู้หญิง แต่ก็ถือว่ามีพอให้ใส่ยกทรงได้ เมื่อเราถามถึงพฤติกรรม |
การใช้ยาคุมของคนอื่น เธอตอบว่า เพื่อนบางคนก็กินกันวันละ 3 เม็ดก็มี และส่วนใหญ่เวลากิน ปกติเมื่อหมดแผงแล้วต้องเว้นระยะ 7 วัน แต่กะเทยจะกินแผงต่อแผงทันที เพราะกลัวสวยไม่ทันใจ
กระนั้น ผลที่ได้รับจากการกินยาคุมกำเนิดไม่ได้ทำให้เธอเหมือนผู้หญิงทุกอย่าง ผิวที่ขาวขึ้นจากการกินยานั้นไม่ได้ขาวอมชมพู แต่จะขาวซีด หน้าอกที่หมายมั่นปั้นมือจะให้สะบึ้มแค่ไหนก็ไม่เท่าสาวแท้ นอกจากจะลงทุนศัลยกรรมเท่านั้น
แต่ยาคุมกำเนิดที่ฮิตและนิยมมานาน สำหรับกะเทยสาวไปจนถึงกะเทยรุ่นดึก มันก็เป็นเพียงเครื่องมือชนิดหนึ่งสำหรับการปรับสภาพร่างกายของผู้ชายให้ เป็นผู้หญิงเท่านั้น เพราะตอนนี้มียาตัวใหม่ ที่ให้ผลเร็วกว่าชนิดทันตาเห็น มันคือ "โปกินอน" กับ "โปลูนอน"
ยาฉีด 2 ชนิดนี้ ได้กลายมาเป็นยาฮิตตัวใหม่ที่บรรดาประเทืองเมืองไทยติดอกติดใจไปตามๆ กัน เมื่อราวๆ 2-3 ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นที่ติดอกติดใจ ฮิตกันสุดๆ ชนิดปากต่อปากอย่างรวดเร็ว
การฉีดยาชนิดนี้ต้องใช้คู่กันทั้ง 2 ชนิด ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 2 เกรด คือ เกรดเยอรมันและเกรดอินเดีย ราคาตกครั้งละ 120 บาท ต้องฉีด 2 อาทิตย์ต่อครั้ง แต่ถ้าบางคนที่อยากเห็นผลเร็วก็จะฉีดกันทุกอาทิตย์เลยทีเดียว
ผลของยาตัวนี้จะเห็นชัดเจนกว่ายาคุมกำเนิด เพราะจะทำให้ผิวขาวเร็ว หน้าเรียวเล็กเหมือนผู้หญิง ขนตามร่างกายจะหายไป สะโพกใหญ่ขึ้น หน้าอกตึง ได้ผลดีกว่ายาคุมกำเนิดที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล
" ตอนนี้รุ่นพี่ที่มหาลัยฮิตกันมาก เขาบอกว่าไม่อยากใช้ยาคุมแล้ว เพราะยาคุมต้องกินอย่างน้อย 6 เดือน ถึงจะเห็นผล แต่ยานี้ฉีดแค่ครั้งแรก ขนก็จะค่อยๆ หายไปพร้อมๆ กับผิวที่ผ่องขึ้นทันที คนที่ทำงานเป็นทิฟฟานี่ เดี๋ยวนี้เขาถึงไม่กินยาคุมกันแล้ว เพราะกินยานี่เห็นผลเร็วก็เลยเป็นที่นิยมมาก แถมยังได้ผลดีกว่า ผิวจะสวยผ่องใสกว่าหลายเท่า ซึ่งพวกที่ทำงานโชว์ต่างๆ ต้องการตรงนี้มาก
น้องเชอร์รี่เองยืนยันว่ามีรุ่นพี่ของเธอบางคน ลงทุนซื้อยามาฉีดกันเอง ถ้าหากว่าคลินิกไม่รับฉีดให้ นั้นก็หมายถึงว่ายังมีอีกหลายคลินิกที่รับฉีดยาเร่งสวยตัวนี้ให้กับพวกเธอ
ข้อเสียของยาฉีดทั้ง 2 ตัวนี้ คือเมื่อหยุดฉีดจะโทรมและผิวเหี่ยว กลับสู่สภาพความเป็นชาย ในเวลาอันรวดเร็ว แล้วถ้าเป็นอย่างนี้พวกเธอมิต้องฉีดกันตลอดไปเลยหรือ
จากการพูดคุยกับแพทย์ พบว่า แพทย์ส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักยาตัวนี้ด้วยซ้ำ มีแต่เพียงได้ยินชื่อว่า กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาวประเภทสอง แต่ยาตัวนี้ยังไม่ทราบได้ว่าผลกระทบระยะยาวจะเป็นอย่างไร เพราะยังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจัง มีเพียงการตั้งข้อสันนิษฐานว่า คงหนีไม่พ้น ยาประเภทเสริมสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและต่อต้านฮอร์โมนเพศชาย
นายสุเทพ นำวงศ์สำราญ เภสัชกรประจำบริษัท แอสเวนทิส ฟาร์มา (AVENTIS PHARMA) บริษัทนำเข้ายารายใหญ่ พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "โปกินอน" และ "โปลูนอน" ยาฉีดเสริมสร้างฮอร์โมนทั้ง 2 ตัวนี้ยังถือว่าเป็นยาชนิดใหม่ที่ยังไม่สามารถบอกผลในระยะยาวได้ว่าจะเกิดผล ข้างเคียงอย่างไรบ้าง หลังจากที่ใช้ยาไปแล้ว 5-6 ปี แต่ก็ถือว่ายาทั้ง 2 ตัวนี้ เป็นยาสร้างฮอร์โมนและต่อต้านฮอร์โมนเพศชายที่กำลังได้รับความนิยมอย่าง มากอยู่ในขณะนี้ เพราะเห็นผลเร็ว ได้ผลดีตามคำบอกเล่าของน้องเชอร์รี่
สำหรับน้องเชอร์รี่ เมื่อถามเธอว่าสนใจจะฉีดยานี้บ้างหรือไม่ เธอตอบว่าขอกินยาคุมอย่างเดียวก่อนดีกว่า เพราะตอนนี้ยังไม่พร้อม กระนั้นเธอก็ทิ้งท้ายว่า "ต่อไปไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าวันนี้พวกเราไม่มีมดลูก เราจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้เรามีเหมือนอย่างที่ใจเราต้องการ "
นั้นคือความสวย ที่สาวแท้ทุกคนก็ไม่มีวันปฎิเสธนั้นเอง
สาวประเภทสองที่โชว์อยู่ที่อัคคาซ่า และ ทิฟฟานี ล้วนมีผิวพรรณขาวผ่อง เนียนใส จนสาวแท้หลายคนต่างพากันอิจฉา ซึ่งส่วนใหญ่ตอนนี้พวกเธอเหล่านี้นิยมใช้ ยาฉีด "โปกินอน" และ "โปลูนอน" ยาฮอร์โมนเสริมความสาวที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่กะเทยเมืองไทย
เกี่ยวกับยาคุมกำเนิด
ยาเม็ดคุมกำเนิดคือยาที่กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ โดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ คือโปรเจสโตเจนหรือโปรเจสติน ที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนโปรเจสโตโรนตามธรรมชาติ กับฮอร์โมนสังเคราะห์เอสโตรเจน
|
ยาเม็ดคุมกำเนิดแบ่งเป็นสองชนิดใหญ่ๆ คือ
1. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (combined oral contraceptions) 1.1 monophasic or fixed dose pill 1.1.1 high dose 1.1.2 low dose 1.1.3 ultralow dose 1.2 multiphasic pills 1.2.1 biphasic 1.2.2 triphasic 2. ยาเม็ดคุมกำเนิด ที่มีแต่ โปรเจสโตเจน 2.1 low dose progestogen 2.2 high dose progestogen |
- ชนิดของยาเม็ดคุมกำเนิด
รายละเอียดยาเม็ดคุมกำเนิดแต่ละชนิด
1. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม (combined oral contraceptions)
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมคือในหนึ่งเม็ดมีทั้ง เอสโตรเจน และโปรเจสโตเจน แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่มีปริมาณเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนเท่ากันทุกเม็ด เรียก monophasic หรือ fixed dose pill กับอีกกลุ่มคือ multiphasic คือในแต่ละเม็ดจะมีฮอร์โมนไม่เท่ากัน
1.1 monophasic or fixed dose pill
ยาคุมแต่ละเม็ดจะมีเอสโตรเจนและโปรเจสโตเจนในขนาดเท่ากันทุกเม็ด เหมือนกันทุกเม็ดในหนึ่งแผง จะมี 21 เม็ด แต่ถ้ามี 28 เม็ด ก็แปลว่า 7 เม็ดสุดท้ายไม่มีตัวยาฮอร์โมน (ใน21เม็ดแรกจะกินเม็ดไหนก่อนก็ได้ แต่ให้ดีกินเรียงไปตามลูกศรจะดีกว่า กันสับสน)
1.1.1 ยาคุมที่มีฮอร์โมนในปริมาณสูง คือมี เอสโตรเจน 50 ไมโครกรัมหรือมากกว่านั้น รวมทั้งปริมาณโปรเจสโตเจนก็มีมากด้วย ยาคุมในกลุ่มนี้ หมอมักไม่ค่อยจ่ายให้คนไข้เพื่อการคุมกำเนิด แต่จะใช้เพื่อรักษาอาการทางนรีเวช ดังตัวอย่างยาในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมที่มีฮอร์โมนสูง (high dose)
|
ชื่อยาเม็ดคุมกำเนิด |
ชนิดและขนาดของฮอร์โมนสังเคราะห์/เม็ด |
ขนาดของฮอร์โมนสังเคราะห์ทั้งแผง 21 เม็ด |
||
|
Estrogen |
Progestogen |
Estrogen |
Progestogen |
|
|
Ovulen |
M100 |
Ethynodiol Diacetate 1000 |
2,100 |
21,000 |
|
Lyndiol |
M75 |
Lynestrenol 2500 |
1,575 |
52,500 |
|
Anovlar |
EE50 |
Norethisterone Acetate 4000 |
1,050 |
84,000 |
|
Gynovlar |
EE50 |
Norethisterone Acetate 3000 |
1,050 |
63,000 |
|
Minilyn |
EE50 |
Lynestrenol 2500 |
1,050 |
52,500 |
|
Ovostat |
EE50 |
Lynestrenol 1000 |
1,050 |
21,000 |
|
Eugynon, |
EE50 |
Nogestrel 500 |
1,050 |
10,500 |
|
Norinyl, |
M50 |
Norethisterone Acetate 1000 |
1,050 |
21,000 |
|
Microgynon ED50 |
EE50 |
Levonorgestrel 125 |
1,050 |
2,625 |
|
คำย่อ ED= Every Day, EE= Ethinyl Estradiol, M=Mestranol |
||||
1.1.2 ยาคุมที่มีฮอร์โมนในปริมาณต่ำ คือมีเอสโตรเจนน้อยกว่า 50 ไมโครกรัม และปริมาณโปรเจสโตเจนก็น้อยกว่าแบบแรก คือมีเอสโตรเจนเพียง 30 หรือ 35 ไมโครกรัมเท่านั้น ยาคุมกลุ่มนี้ใช้กันมากที่สุด ตามตัวอย่างในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมที่มีฮอร์โมนต่ำ (low dose)
|
ชื่อยาเม็ดคุมกำเนิด |
ชนิดและขนาดของฮอร์โมนสังเคราะห์/เม็ด |
ขนาดของฮอร์โมนสังเคราะห์ทั้งแผง |
||
|
Estrogen |
Progestogen |
Estrogen |
Progestogen |
|
|
Diane-35 (150บาท) |
EE 35 |
Cyproterone acetate 2000 |
735 |
42,000 |
|
Preme (120บาท) |
EE 35 |
Cyproterone acetate 2000 |
735 |
42,000 |
|
Tina (100บาท) |
EE 35 |
Cyproterone acetate 2000 |
735 |
42,000 |
|
Sucee ซูซี่ |
EE 35 |
Cyproterone acetate 2000 |
735 |
42,000 |
|
Cilest |
EE 35 |
norgestimate 250 |
735 |
5,250 |
|
yasmin |
EE 30 |
drospirenone |
630 |
63 mg |
|
Microgynon ED30, |
EE 30 |
Levonorgestrel (LNG) 150 |
630 |
3,150 |
|
Marvelon , |
EE 30 |
Desogestrel (DG)150 |
630 |
3,150 |
|
Minulet, |
EE 30 |
Gestodene(GSD) 75 |
630 |
1,575 |
1.1.3 ยาคุมที่มีฮอร์โมนในปริมาณต่ำมาก คือมีเอสโตรเจนเพียง 20 ไมโครกรัม ยาในกลุ่มนี้มีข้อดีคือ มีเอสโตรเจนต่ำ จึงมีอาการข้างเคียงจากเอสโตรเจนน้อย แต่ก็มีข้อเสียคือ อาจทำให้มีเลือดออกกระปริบกระปรอย หรือรอบเดือนอาจขาดหายไปเลย และถ้าลืมกินเมื่อไหร่ โอกาสที่จะตั้งครรภ์มีสูงกว่าแบบที่สอง และต้องกินให้ตรงเวลา ถ้ากินผิดเวลาอาจทำให้ระดับยาลดลง จนไม่สามารถยับยั้งไข่ตกได้ ที่มีจำหน่ายในเมืองไทยขณะนี้มี 2 ยี่ห้อ ดังตัวอย่างตารางที่ 3
ตารางที่ 3 ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมที่มีฮอร์โมนต่ำมาก (ultralow dose)
|
ชื่อยาเม็ดคุมกำเนิด |
ชนิดและขนาดของฮอร์โมนสังเคราะห์/เม็ด |
ขนาดของฮอร์โมนสังเคราะห์ทั้งแผง |
||
|
Estrogen |
Progestogen |
Estrogen |
Progestogen |
|
|
Mercilon |
EE 20 |
DG 150 |
420 |
3,150 |
|
Meliane |
EE 20 |
GSD 75 |
420 |
1,575 |
1.2 multiphasic pills คือยาคุมที่มีทั้งเอสโตรเจน และโปรเจสโตเจน แต่ในแต่ละเม็ด จะมีปริมาณฮอร์โมนไม่เท่ากัน เท่าที่มีการผลิตและจำหน่ายในตลาด เป็นแบบฮอร์โมน 3 ระดับ เรียกว่า triphasic หรือ three steps pills ตามตัวอย่างยาในตารางที่ 4 ยาคุมประเภทนี้ต้องกินเรียงตามลำดับ ห้ามแซงคิวโดยเด็ดขาด
ตารางที่ 4 ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวมที่มีฮอร์โมนไม่เท่ากัน (multiphasic pills)
|
ชื่อยาเม็ดคุมกำเนิด |
ชนิดและขนาดของฮอร์โมนสังเคราะห์/เม็ด |
ขนาดของฮอร์โมนสังเคราะห์ทั้งแผง |
||
|
Estrogen |
Progestogen |
Estrogen |
Progestogen |
|
|
Triquilar |
EE (30x6) |
LNG (50x6) |
|
|
|
Trinordiol |
EE (30x6) |
LNG (50x6) |
|
|
|
Oilezz ออยเลซ |
EE (40x7) |
DG (25x7) |
|
|
|
คำย่อ LNG=Levonorgestrel |
||||
2. ยาเม็ดคุมกำเนิด ที่มีแต่โปรเจนโตเจน
ยาคุมในกลุ่มนี้ไม่มีเอสโตรเจน มีแต่โปรเจสโตเจน เรียก microdose คือมีโปรเจสโตเจนปริมาณน้อย มีปริมาณฮอร์โมนเท่ากันทุกเม็ด แต่ละแผงจะมี 35 เม็ด ดังตัวอย่างในตารางที่5 ยาคุมชนิดนี้ไม่มีอาการข้างเคียง ของเอสโตรเจน ไม่มีผลต่อคนที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่มีอาการข้างเคียงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่นความดันโลหิตสูง แต่ยาคุมแบบนี้มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดต่ำ เพราะการระงับไข่ตกไม่แน่นอน ถ้าเกิดพลาดตั้งครรภ์ขึ้นมา โอกาสที่จะเป็นท้องนอกมดลูกจะสูงกว่าคนปกติทั่วไป
ยาคุมอีกชนิดในกลุ่มนี้คือ ยาคุมที่มีโปรเจสโตเจนในปริมาณสูง คือ levonorgestrel ในขนาด 0.75 มิลลิกรัม เท่าที่มีขายในเมืองไทยมี 3 ยี่ห้อ คือ postinor กับ madonna และ mary pink เรียกยาคุมประเภทนี้ว่า ยาคุมฉุกเฉิน ให้กินทันทีหรือภายใน 72 ชั่วโมง แล้วหลังจากนั้น 12 ชั่วโมงกินอีกเม็ดที่เหลือ ใช้ยานี้ในกรณีที่การคุมกำเนิดวิธีอื่นแล้วเกิดผิดพลาดเช่นถุงยางอนามัยแตก รั่ว หรือถูกข่มขืน
ตารางที่ 5 ยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนชนิด microdose
|
ชื่อยาคุมกำเนิด |
ชนิดของProgestogen |
ปริมาณโปรเจสโตเจน |
|
microlut |
levonorgestrel |
0.030 |
|
exluton |
lynestrenol |
0.5 |
|
ovrette |
levonorgestrel |
0.075 |
|
Postinor, |
levonorgestrel |
0.75 |
1. ยับยั้งไข่ตก เมื่อไข่ไม่ตก ก็ไม่มีไข่ให้อสุจิไปผสม ก็ไม่ท้อง
2. เปลี่ยนแปลงเยื่อบุโพรงมดลูก ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะสมที่ไข่ที่ผสมแล้วจะฝังตัว
3. เปลี่ยนแปลงสภาพของมูกที่ปากมดลูก ให้เป็นด่าง และเหนียวข้นขึ้น ทำให้อสุจิผ่านเข้าไปในมดลูกได้ยาก
4. เปลี่ยนแปลงการเคลื่อนไหวของท่อนำไข่ ทำให้ไข่ที่ผสมแล้วเดินทางเร็ว ไปถึงมดลูกเร็วเกินไปจนไม่สามารถฝังตัวได้
- จะซื้อกินเองได้ไหม
- ยาคุมทำให้ไม่ท้องได้อย่างไร
ถ้าไม่สะดวกที่จะพบแพทย์ก็สามารถซื้อยามากินเองได้ แต่ต้องศึกษาให้รู้จริง และเมื่อใช้ไป 12-18 เดือน ควรจะได้พบแพทย์เพื่อตรวจเช็คสุขภาพสักครั้ง
เมื่อจะจ่ายยาคุมให้คนไข้ ผมจะพิจารณาองค์ประกอบดังนี้
- จะเลือกยาคุมแบบไหนดี
1. เป็นผู้หญิงแบบไหน (ประเทือง ไม่เกี่ยว) ผู้หญิงทั่วไปจะมีภาวะของฮอร์โมนในตัวไม่เหมือนกัน บางคนก็ผิวเนียน บางคนก็ขนดก บางคนก็อ้วน บางคนต้องดูให้ดีๆจึงจะรู้ว่าเป็นผู้หญิง ทั้งนี้ก็ขึ้นกับภาวะฮอร์โมนของแต่ละคนว่ามีแนวโน้มไปทางไหน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นสามประเภท
|
ถ้า เป็นประเภทแรกก็ต้องพิจารณาให้ยาคุมที่มี progestogen มากหน่อย ถ้าเป็นประเภทไปทางผู้ชายหรือ progestogen ก็ต้องเลือกยาคุมที่มี estrogen มากหน่อย
2. ถ้ามีลูกแล้ว ก็ต้อง ดูว่าตอนท้องแพ้ท้องมากหรือเปล่า เช่นคลื่นไส้ อาเจียน หรือบวม แสดงว่าตอบสนองต่อเอสโตรเจนมาก ก็ต้องเลือกยาคุมที่มีเอสโตรเจนน้อย แต่ถ้าท้องแล้วอ้วนมาก และมีสิวมากแสดงว่าตอบสนองต่อ โปรเจสโตเจน และแอนโดรเจนมาก ก็เลือกยาคุมที่มี โปรเจสโตเจนน้อยหน่อย กรณีนี้ Dian )เป็นตัวเลือกแรก
3. อายุ ถ้าอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่แนะนำให้กินยาคุมเพราะอาจทำให้ตัวเตี้ยได้ มักจะลืมกินบ่อยๆ และแรงกระตุ้นให้กินอย่างส่ำเสมอก็ไม่มีจึงทำให้การคุมกำเนิดล้มเหลวได้ง่าย ถ้าอายุมากกว่า 40 ปี ก็ไม่แนะนำให้กินยาคุมกำเนิด แนะนำให้ใช้วิธีฉีดยาคุมกำเนิดหรือใส่ห่วงอนามัยจะดีกว่า แต่ถ้ายืนยันจะกินยาคุม ก็เลือกยาคุมที่ไม่มีเอสโตรเจนหรือมีเอสโตรเจนน้อย จะได้ไม่มีผลต่อโรคหัวใจและระบบหลอดเลือด
4. แม่ลูกอ่อน ถ้ากำลังให้นมลูก เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาจเลือกแบบไม่มีเอสโตรเจน หรือถ้ามีเอสโตรเจนก็ไม่เกิน 20 ไมโครกรัม แต่เมื่อหยุดให้นมลูกแล้วก็เปลี่ยนกลับมากินแบบปกติได้ เพราะเอสโตรเจนขนาดสูงอาจมีผลให้ปริมาณน้ำนมลดลงได้ และฮอร์โมนเอสโตรเจนออกทางน้ำนม อาจทำให้เด็กตาเหลืองได้ เริ่มกินได้ตั้งแต่ 6 สัปดาห์หลังคลอด
- จะเริ่มกินอย่างไร
ยาคุมทุกชนิด แผงแรกเม็ดแรกให้เริ่มกินภายใน 5 วัน นับจากวันแรกที่มีรอบเดือน มิฉะนั้นจะยับยั้งไข่ตกไม่ทันในรอบนั้น ยกเว้นยาคุมแบบ 20 ไมโครกรัมควรเริ่มตั้งแต่วันแรกที่รอบเดือนมา เมื่อเริ่มกินยาคุมแล้ว ก็สามารถมีผลคุมกำเนิดได้ตั้งแต่แผงแรกทันที ไม่ต้องใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่นช่วย ทั้งสามารถหลั่งภายในช่องคลอดได้เลย และไม่ต้องไปนับวันปลอดภัย (7หน้า 7 หลัง)อีกต่อไป
เมื่อเริ่มกินยาคุมแล้ว ให้กินไปเรื่อยๆเรียงไปตามลูกศร ระหว่างกำลังกินยา ถ้ารอบเดือนมากระปริบกระปรอยก็ไม่ต้องหยุดยา เดินหน้ากินต่อไปเรื่อยๆ จนหมดแผง หมดแผงแล้ว ถ้าเป็นแบบ 28 เม็ดวันรุ่งขึ้นให้กินแผงใหม่ต่อทันที ไม่ต้องรอรอบเดือน ไม่ว่ารอบเดือนจะมาหรือไม่มา รอบเดือนจะหยุดหรือไม่หยุดก็ตาม ถ้าเป็นแบบ 21 เม็ดหมดแผงแล้ว (ปกติหมดเม็ดที่ 21 แล้ว อีก 2-3 วันรอบเดือนก็จะมา) เว้นไม่กิน 7 วัน เมื่อครบ 7 วันที่ไม่กินแล้ว วันที่ 8 ให้เริ่มแผงใหม่ทันที ไม่ว่ารอบเดือนจะมาหรือไม่มา รอบเดือนจะหยุดหรือไม่หยุดและระหว่างที่ไม่กินยา 7 วันนั้น ก็สามารถมีเพศสสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องกังวลว่าจะตั้งครรภ์
- กรณีปกติทั่วไป รอรอบเดือนมาก็กินได้ทันที
- กรณีหลังคลอดบุตร โดยปกติหลังคลอดบุตร 6 สัปดาห์ไข่ก็จะตกเป็นครั้งแรก ดังนั้นจึงควรเริ่ม 4-6 สัปดาห์หลังคลอด แต่ถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็อาจเริ่มกินช้ากว่านี้ได้
- กรณีแท้งบุตร
- ถ้าท้องน้อยกว่า 12 สัปดาห์ (3 เดือน) จะมีไข่ตกทันทีในรอบเดือนถัดมา ดังนั้นต้องเริ่มกินทันทีหลังแท้ง
- แต่ถ้าแท้งเมื่อท้องได้ 12-28 สัปดาห์ (3-7 เดือน) ไข่จะตกราว 3 สัปดาห์หลังแท้ง จึงควรกิน ภายในสัปดาห์แรกหลังแท้ง
- ถ้าลืมกิน
1. ถ้าลืมกิน นึกได้เมื่อไหร่ ให้ไปหยิบเม็ดที่ลืมมากินทันที (เท่ากับกินเม็ดนั้นช้าไปหน่อย) ห้ามผัดวันอีกต่อไป แล้วกินเม็ดถัดมาตามเวลาที่เคยกิน แต่ถ้านึกได้ในเวลาที่ต้องกินอีกเม็ด ก็กินสองเม็ดควบเลย
2. ในกรณีที่ลืมกิน 2 เม็ด ให้กิน 2 เม็ดที่ลืม แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นกินอีก1เม็ด เย็นนั้นกิน 1 เม็ด เช้าวันรุ่งขึ้นกินอีกเม็ด (เพิ่มตอนเช้า สองเช้า เช้าละเม็ด) กรณีเช่นนี้อาจทำให้รอบเดือนมากระปริบกระปรอยได้ และถ้าลืมในช่วง 1 – 7 เม็ดแรก โอกาสพลาดอาจเกิดขึ้นได้ จึงต้องใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่นช่วย เช่น ถุงยางอนามัย แต่ถ้าลืมในช่วงท้ายๆหรือจะหมดแผงก็ไม่ค่อยมีผลมากเท่าไหร่
3. ถ้าลืมกิน 3 เม็ด ก็จบเลยครับ หยุดยา รอให้รอบเดือนมา แล้วเริ่มแผงใหม่ภายใน 5 วัน นับจากวันแรกที่มีเลือด
ท้องเสีย อาเจียน
4. ถ้ากินยาแล้วอาเจียน ถ้าอาเจียนหลัง 2ชั่วโมงไปแล้วก็ไม่มีผลอะไร แต่ถ้าอาเจียนภายใน 2 ชั่วโมง ก็ต้องกินซ้ำอีกเม็ด ถ้าเป็นแบบที่มีฮอร์โมนเท่ากันทุกเม็ด จะกินเม็ดไหนก็ได้ แต่ถ้าเป็นแบบ triphasic คือ แต่ละเม็ดมีฮอร์โมนไม่เท่ากัน ก็ต้องซื้ออีกแผงมาเสริมเม็ดที่อาเจียนออกไป (กินตรงเม็ดที่อาเจียน)
5. กรณีท้องเดินหลายวัน การดูดซึมของยาจะไม่ดี ควรใช้การป้องกันวิธีอื่นช่วยด้วย (กรณีเช่นนี้อาจมีเลือดออกกระปริบกระปรอยได้)
- อาการข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิดและการแก้ไขด้วยตนเอง
1. คลื่นไส้อาเจียน เป็นผลจากฮอร์โมนเอสโตรเจน มักเกิดในช่วง 2-3 เดือนแรก แก้ไขโดยกินทันทีหลังอาหารเย็น
2. เลือดออกกระปริบกระปรอย แก้ไขโดยการกินยาเวลาใกล้เคียงกันที่สุดในทุกวัน แต่ถ้าใช้ยาคุมชนิดที่มีเอสโตรเจนต่ำอยู่ (เช่น 20 ไมโครกรัม) ให้เปลี่ยนเป็นแบบที่มีเอสโตรเจนมากขึ้น เช่น แบบ 30 ไมโครกรัม
3. น้ำหนักตัวเพิ่ม แก้ไขโดยการใช้ยาคุมชนิดเอสโตรเจนต่ำกว่า แต่ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่ม มากกว่า 5 กิโลกรัม และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงต้องพิจารณาเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด
4. ความดันโลหิตสูงขึ้น แก้ไขโดยการลดปริมาณเอสโตรเจน จาก 30 ไมโครกรัม ให้เหลือแบบ 20 ไมโครกรัม และต้องหมั่นตรวจวัดความดันโลหิตบ่อยๆ
5. หน้าเป็นฝ้า ถ้าเริ่มเป็นฝ้า ก็คงต้องพิจารณาใช้ยาที่มีเอสโตรเจน 20 ไมโครกรัม พร้อมกับการรักษาฝ้า ยากันแดด หลีกเลี่ยงแดด และถ้ายังเป็นอยู่ ก็ต้องพิจารณาเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด
6. อาการปวดศีรษะ ถ้าปวดเล็กน้อยก็กินยาแก้ปวด แต่ถ้าเป็นการปวดแบบไมเกรน ที่มีอาการปวดหัวข้างเดียว ก็ต้องหยุดยา
7. รอบเดือนมากระปริบกระปรอย หรือขาดระดู มักเป็นกับคนที่ใช้ยาคุมแบบ 20 ไมโครกรัม ให้เปลี่ยนไปใช้แบบ 30 ไมโครกรัมแทน
8. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่นอาการซึมเศร้า วิตกกังวล เป็นผลจากโปรเจสโตเจนสูง ถ้ามีอาการมาก คงต้องปรึกษาแพทย์
- อาการที่ต้องหยุดยา
- จะเริ่มแผงแรกเมื่อไหร่
กรณีที่กินยาคุมติดต่อกันมานาน (เช่นเป็นปีๆ) แล้วมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์
1. ปวดหัวมาก รุนแรง ซึ่งอาจเป็นเรื่องความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองแตก หรือไมเกรนก็ได้
2. ปวดท้องรุนแรง อาจเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดของลำไส้
3. ตาพร่า ตามัว เห็นภาพผิดปกติ อาจเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดในตา
4. เจ็บหน้าอกมาก อาจเกิดจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน
5. ปวดน่องอย่างรุนแรง เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดบริเวณนั้น
6. อาการตาเหลือง เกิดจากตับอักเสบ
7. รอบเดือนขาดนาน 3 เดือนติดต่อกัน
8. ความดันโลหิตสูงมากๆ
9. โรคภูมิแพ้ที่มีอาการกำเริบมากขึ้น เช่นโรคหอบหืด
ที่ว่ามาข้างต้นไม่ใช่อาการที่เกิดบ่อยๆ โอกาสเกิดน้อยมาก แต่เกิดแล้วรุนแรง จึงบอกกล่าวเตือนให้ระลึกไว้เท่านั้น
- คำถามที่ถามบ่อยๆ
- ยาคุมอะไรดีที่สุด มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด
ไม่มียาคุมยี่ห้อใดดีที่สุดสำหรับทุกคน บางคนกินอาจดี แต่อาจไม่ดีสำหรับอีกคน ขึ้นกับการตอบสนองต่อยาของร่างกายแต่ละคน ถ้าไม่แน่ใจ ก็เริ่มจากยาคุมฮอร์โมนต่ำก่อน แบบ EE20 แล้วค่อยๆลองไป ถ้ากินอันไหนดีไม่มีอาการข้างเคียงก็กินยี่ห้อนั้นไปได้เรื่อยๆ
- กินแล้วเมื่อไหร่ จะคุมกำเนิดได้
แผงแรก ถ้ากินภายใน 5 วันนับจากวันแรกที่รอบเดือนมา ก็สามารถมีผลคุมกำเนิดได้ตั้งแต่เม็ดแรกที่กินเลยครับ
- ถ้ากินแบบ 21 เม็ด ช่วงที่หยุดยา 7 วัน คุมได้ไหม
ได้ครับ ช่วงที่ไม่กิน 7 เม็ดก็สามารถมีผลคุมกำเนิดได้ ไม่ต้องห่วง
- กินแบบ 21 เม็ด กินหมดแผงแล้วต้องรอให้เลือดมาแล้วค่อยกินต่อใช่ไหม
ไม่ใช่ครับ กินครบ 21 เม็ด หยุดกิน 7 วัน ครบ 7 วันแล้ว ไม่ว่ารอบเดือนจะมาหรือไม่มา เลือดจะหยุดหรือไม่หยุด วันที่ 8 กินแผงใหม่ต่อเลยครับ
- กินย้อนศร ทำไง
กรณีที่กินยาคุมแบบ ตารางที่ 2 หรือ 3 ยา 21 เม็ดแรกเหมือนกันหมด จะสลับกินเม็ดไหนก็ได้ แต่ที่ให้กินเรียงกันไป ก็เพื่อความสะดวกและกันลืม สมมุติต้องกินเม็ดที่ 8 แต่กลับไปกินเม็ดที่21 ก็ไม่เป็นไรครับ วันที่ 9 ก็กินของวันที่9 พอถึงวันที่ 21 ก็กลับมากินเม็ดที่ 8 ที่ข้ามไป ทั้งนี้ก็เพราะทุกเม็ดทีตัวยาเหมือนกัน ขนาดยาเท่ากัน
แต่ถ้าเป็นยาคุมแบบตารางที่ 4 ตัวยาแต่ละเม็ดจะมีขนาดไม่เท่ากัน วันที่9 ให้กลับไปกินเม็ดที 9 แล้วกินต่อๆไป ช่วงนี้ถ้าทีเพศสัมพันธ์ ก็ต้องใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยจนกว่าจะหมดแผง
- ไปต่างจังหวัด แต่ลืมเอายาไป ทำอย่างไร
ซื้อแผงใหม่ครับ ถ้าเป็นยาคุมแบบตารางที่ 2 หรือ 3 ก็หยิบเม็ดไหนก็ได้ใน 21 เม็ดแรกกินต่อไปเลย เมื่อกลับมาก็แกะแผงเก่าเท่าจำนวนที่กินที่ต่างจังหวัดทิ้ง แล้วกินแผงเก่าต่อ (ส่วนแผงใหม่ที่เหลือจะเก็บไว้เป็นยาสำรองก็ได้)
แต่ถ้าเป็นยาคุมแบบตารางที่ 4 (ซึ่งตัวยาในแต่ละเม็ดมีปริมาณยาไม่เท่ากัน) ให้ซื้อแผงใหม่แล้วกินต่อตรงที่ต้องกินต่อ ให้ตรงเม็ดกัน แล้วใช้แผงใหม่ต่อไปเลย แผงเก่าทิ้งไป
- จะเปลี่ยนยี่ห้อยาคุม
กินแผงเก่าต่อให้หมดแผงแล้วค่อยเปลี่ยนครับ ถ้าเป็นแบบ 21 เม็ดกินหมดแล้ว เว้น 7 วันแล้วต่อแผงใหม่ ถ้าเป็นแบบ 28 เม็ดกินหมด 28 เม็ดแล้วต่อแผงใหม่ทันที ไม่ว่ายี่ห้อใหม่จะมีปริมาณฮอร์โมนเท่ากับแบบเก่าหรือไม่ก็ตาม
- เปลี่ยนจากแบบ28เม็ด มาเป็น21 เม็ดอีกยี่ห้อ ทำอย่างไร
กินยาคุมแบบ 28 เม็ดครบ28เม็ดแล้วก็เริ่มแผงใหม่แบบ21เม็ดได้เลย ประสิทธิภาพก็ยังต่อเนื่อง
- เปลี่ยนจากแบบ21เม็ด มาเป็น21 เม็ดอีกยี่ห้อ ทำอย่างไร
กินยาคุมแบบ 21 เม็ดยี่ห้อเดิมครบ21เม็ดแล้ว เว้น7วัน ก็เอายี่ห้อใหม่มากินต่อได้เลย แต่ถ้าสองยี่ห้อมีปริมาณยาไม่เท่ากัน ก็อาจทำให้มีเลือดออกได้ ก็ไม่ต้องพะวง
- หมดความจำเป็นต้องคุมกำเนิดแล้ว จะหยุดเลยได้ไหม
ถ้าไม่มีอาการข้างเคียงอะไรที่รุนแรง ก็ควรกินต่อให้หมดแผงแล้วค่อยหยุดครับ
- สามีไปต่างประเทศ หรือไปต่างจังหวัด จะหยุดกินยาคุมได้ไหม
หยุดกินได้ครับ ในกรณีที่ไปนานหลายเดือน แต่ต้องกินให้หมดแผงแล้วค่อยหยุด แต่ถ้าไปไม่กี่วันหรือไม่ถึงเดือนก็ไม่ควรหยุด
แต่ถ้าสามีไปหลายเดือน และเมื่อสามีกลับมาแล้วจะยังต้องการคุมกำเนิดแบบกินยาเม็ดคุมกำเนิดต่อ ก็ต้องวางแผนล่วงหน้า เช่น สามีจะกลับมาเดือนหน้า ซึ่งตอนนั้นรอบเดือนยังไม่ทันจะมา เดือนนี้รอบเดือนมาแล้ว ก็เริ่มกินเม็ดแรกทันทีที่รอบเดือนมาคือต้องกินรอไว้เลย ไม่ใช่กลับมาแล้วพอจะมีเพศสัมพันธ์แล้วจะคุมกำเนิดแล้วค่อยกิน อย่างนั้นก็ไม่สามารถคุมได้ทัน
- ยาคุม 21 เม็ด กินหมด 21 เม็ดแล้วต้องเว้น 7 วัน ทำไมไม่เว้น 5วันอย่างแผงแรก
แผงแรกเป็นการเริ่มใหม่ แต่ในแผงต่อๆไปมีระดับยาอยู่ในร่างกายแล้ว พอเริ่มแผงใหม่ก็สามารถเพิ่มระดับยาได้อย่างรวดเร็ว (ระดับยาที่สูงพอจะยับยั้งไขตก) ไม่เหมือนแผงแรกที่เริ่มจากศูนย์ และอีกอย่างก็เพื่อให้ครบรอบรอบละ 28 วัน
- อายคนอื่นที่จะพกยาคุมหรือกลัวแม่เห็น ทำอย่างไร
กรณีเป็นยาคุมแบบ 21 เม็ด (ยกเว้นแบบตารางที่ 4 ) ทุกเม็ดมีตัวยาเหมือนกันหมด คุณสามารถแกะเม็ดยาคุมออกจากแผง แล้วเอามาใส่ซองทั้งหมด ก็ทำให้คนอื่นไม่รู้ว่าเป็นยาอะไร
- สองสามเดือนเจอกันทีจะกินยาคุมอย่างไร
เดือนสุดท้ายก่อนเจอกัน พอรอบเดือนมาก็เริ่มกินยาเม็ดคุมกำเนิดรอไว้เลย เช่นเดือนหน้าจะเจอกับแฟน แต่เจอก่อนรอบเดือนจะมา(เดือนหน้า) เดือนนี้พอรอบเดือนมาก็เริ่มกินเม็ดแรกรอไว้เลย (กินต่อไปเรื่อยๆไม่ใช่กินเม็ดเดียวนะครับ)
แล้วถ้าช่วงที่เจอแฟนกะว่ารอบเดือนจะมาหรือกำลังมาจะทำอย่างไร ก็ทำแบบ...ข้างต้น เพียงแต่พอกินครบ 21 เม็ด ก็กินเม็ดแรกของแผงใหม่ต่อเนื่องกันไปเลย ถ้าเป็นแบบ 28 เม็ด(ก็ไม่ต้องกิน 7เม็ดสุดท้าย แต่ให้เอาแผงใหม่มากินต่อแทน) จะทำให้เลือดไม่มาช่วงเจอกัน
เมื่อแฟนกลับไปแล้ว ยังไม่สามารถหยุดยาคุมได้ ต้องกินต่อจนหมดแผง แล้วจึงค่อยหยุด ไม่อย่างนั้นเลือดจะมาผิดปกติครับ
- กินยาคุมแบบ21เม็ด หมดไป7 วันแล้ว รอบเดือนยังไม่มา ทำไง
หยุดครบ 7 วันแล้ว กินแผงใหม่ต่อทันทีครับ
- จะเปลี่ยนวันกินยาคุม
บางคนมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนวันกิน เช่นเคยเริ่มวันศุกร เม็ดสุดท้ายหมดวันพฤหัส แล้วทำให้มีรอบเดือนมาวันเสาร์อาทิคย์ ทำให้ไม่สะดวก อยากเปลี่ยนมากินวันจันทร์ จะเปลี่ยนอย่างไร กรณีเช่นนี้ แบบ21 เม็ด แทนที่จะเว้น 7 วันแล้วค่อยกินต่อ ให้เปลี่ยนเป็นเริ่มเม็ดแรกของแผงใหม่วันจันทร์ที่อยู่ในช่วง 7 วันนั้น หรือถ้าเป็นแบบ 28 เม็ด ในช่วงเม็ดที่ 22-28 พอถึงวันจันทร์ก็ให้เริ่มแผงใหม่ได้เลยโดยไม่ต้องรอให้ครบ28เม็ด(เฉพาะแผง นั้น)
- จริงหรือเปล่าค่ะว่าถ้ากินติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้มีบุตรยาก และแท้งง่าย
ไม่จริงครับ แม้กินมานาน แค่ลืมกินวันสองวันก็ท้องได้แล้ว เป็นข้อพิสูจน์ว่า ท้องไม่ยาก และไม่เกี่ยวกับแท้งง่ายไม่ง่าย
- ขอที่รู้จริงๆนะค่ะ แล้วถ้ากินยาคุมนานๆเนี่ย เด็กที่เกิดมาจะมีปัญหาหรือพิการ หรือว่าปัญญาอ่อนมั้ยคะ
ไม่จริงครับ แม้กินมานาน ก็ไม่มีปัญหานั้น กินต่อได้เลยครับ
- กินยาคุมได้นานแค่ไหน
โดยปกติ ถ้าอายุยังน้อย กินได้หลายปี 5ปี 10 ปี ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ถ้ายังไม่เคยพบแพทย์ ก็ควรไปพบแพทย์บ้างเพื่อตรวจร่างกาย ดังนั้น ถ้ากินไปไม่กี่เดือน ก็ยังไม่ต้องไปกังวลว่ากินนานไป
- ฉีดยาคุม แล้วจะเปลี่ยนเป็นยากิน จะเริ่มกินเมื่อไหร่
ครบกำหนดฉีดครั้งต่อไปวันไหนก็เริ่มกินเม็ดแรกวันนั้น การคุมกำเนิดก็ยังคงมีผลต่อเนื่อง ถึงแม้รอบเดือนยังไม่มาก็ไม่ต้องรอครับ กินไปได้เลย
แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 08 กันยายน 2011 เวลา 05:08 น.)






















