• 38 ซอยอุดมสุข 13 แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา
  • 02 747 5638 - 9
  • thepoz@thepoz.org
  • April 25, 2022

[บทความ]การใช้วัคซีนโควิด-19 อย่างจำกัด

Posted In: News

                                                                                                                                                     อุดม ลิขิตวรรณวุฒิ
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 องค์การอาหารและยา (Food and Drug Administration) ของประเทศสหรัฐอเมริกากำหนด
ข้อจำกัดในการใช้วัคซีนโควิด-19 ของบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) เนื่องจากผลข้างเคียงของ
วัคซีนที่เกิดได้ยากมากแต่เป็นอาการที่รุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ ผลข้างเคียงที่รุนแรงนี้ไม่ใช่ผลข้างเคียงที่เพิ่งรู้กัน แต่เป็นผล
ข้างเคียงที่รู้กันดีแล้วและยังคงพบอยู่ การตัดสินใจขององค์การอาหารและยานี้ได้รับรายงานโดยสื่อมวลชนหลายสำนัก
รวมถึง The Washington Post1

องค์การอาหารและยากล่าวว่าผลข้างเคียงของวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตโดยบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ที่ทำให้เกิด
ภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่ต่ำมากก็ตามแต่ความเสี่ยงนี้มีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์ของ
วัคซีนนี้ต่อคนที่อายุ 18 ปีหรือมากกว่านั้นและเป็นผู้ที่สามารถหาวัคซีนโควิด-19 ชนิดอื่นได้
ในข่าวของ The Washington Post องค์การอาหารและยากล่าวว่าสำหรับคนที่ไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนอื่นได้หรือเป็น
เพราะว่าเนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์ หรือเพราะบุคคลนั้นปฏิเสธที่จะไม่ใช้วัคซีนโควิด-19 ชนิดอื่น บุคคลนั้นจึงควรที่จะ
ได้รับวัคซีนโควิด-19 ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน

จากข้อมูลที่มีอยู่วัคซีนโควิด-19 ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอด
เลือดและเลือดออกที่เกิดขึ้นได้น้อยมากแต่เป็นภาวะที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ กลุ่มอาการดังกล่าวเรียกว่าภาวะลิ่มเลือดอุด
ตันด้วยภาวะเกล็ดเลือดต่ (thrombosis with thrombocytopenia syndrome หรือ TTS) ภาวะดังกล่าวมักจะเกิดขึ้น
ภายในช่วงเวลาหนึ่งหรือสองอาทิตย์หลังจากที่ได้รับฉีดวัคซีน และการรักษาด้วยวิธีที่ทำกันเป็นปกติคือการให้ยาเฮพาริน
(heparin) ที่เป็นยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดนั้นอาจทำให้เกิดอาการป่วยอย่างอื่นขึ้นอีก

ดร. นพ. ปีเตอร์ มาร์คส์ (Dr. Peter Marks) ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนขององค์การอาหารและยาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า
สัญญาณเกี่ยวกับความปลอดภัยนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่จากข้อมูลล่าสุดแสดงว่าสัญญาณเกี่ยวกับความปลอดภัยนี้ยังคงอยู่
และเสริมว่ายังมีวัคซีนโควิด-19 ชนิดอื่นที่ปลอดภัยกว่าให้คนเลือกใช้ได้
เมื่อเดือนธันวาคม 2564 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention – CDC) ได้
แนะนำให้คนใช้วัคซีนโควิด-19 ชนิดอื่นแทนวัคซีนโควิดของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และเนื่องจากข้อมูลเพิ่มเติมล่าสุด
ทำให้องค์การอาหารและยาตัดสินใจทำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากของการอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินสำหรับวัคซีนโค
วิด-19 ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน โดยการเพิ่มเงื่อนไขสำหรับการใช้วัคซีน

ในสหรัฐอเมริกาวัคซีนโควิด-19 ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันถูกใช้ไปเพียง 18.7 ล้านโด๊สซึ่งต่ำกว่าวัคซีนโควิด-19 อีก
สองชนิดซึ่งได้แก่วัคซีนของไฟเซอร์ (340.6 ล้านโด๊ส) และวัคซีนของโมเดอร์นา (217.5 ล้านโด๊ส) เป็นอย่างมาก
วัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้รับอนุมัติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ คศ. 2021 (พศ. 2564) ซึ่งคนที่สนับสนุนวัคซีนนี้ที่
เป็นวัคซีนที่ใช้ฉีดเพียงเข็มเดียวคาดว่าจะช่วยทำให้การบริหารจัดการของการรณรงค์ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่คนทั้งโลก
ง่ายขึ้น แต่จากการวิจัยทางคลินิกแสดงว่าประสิทธิผลของวัคซีนนี้ต่ำกว่าวัคซีนโควิด-19 ชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ที่ได้
รับอนุมัติเมื่อปีคศ. 2020 ทำให้คนคิดว่าวัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เป็นวัคซีนที่มีคุณภาพรองจากวัคซีนเอ็มอาร์
เอ็นเอ

ในเดือนเมษายน 2021 วัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันถูกพักใช้เป็นการชั่วคราวเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลาง
สอบสวนรายงานเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก ซึ่งต่อมา
วัคซีนนี้ถูกเริ่มใช้ใหม่ แต่ปัญหาเกี่ยวกับการผลิตและอุปทาน (supply) ทำให้การขยายผลใช้วัคซีนล่าช้าไปด้วย
การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยครั้งล่าสุดถึงวันที่ 18 มีนาคม 2565 พบว่ามีกรณีของกลุ่มอาการภาวะลิ่มเลือด
อุดตันที่ได้รับการยืนยันแล้ว 60 รายรวมถึงกรณีที่รุนแรงจนถึงแก่ชีวิต 9 รายด้วย ถึงแม้ว่ากรณีเหล่านี้จะได้รับการรักษา
โดยเร็วแล้วก็ตามคนที่ได้รับวัคซีนอาจเกิดอาการทรุดหนักอย่างรวดเร็วและมีผลกระทบด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา
นาน

องค์การอาหารและยากล่าวว่ามีกลุ่มอาการภาวะลิ่มเลือดอุดตัน 3.23 รายต่อการฉีดวัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์สัน
จำนวนหนึ่งล้านโด๊ส และจำนวนผู้เสียชีวิต 0.48 ต่อวัคซีนหนึ่งล้านโด็ส ซึ่ง ดร. มาร์คส์ กล่าวว่าเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่คาด
หวังจากวัคซีนป้องกันโรคที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา
ในแถลงข่าวของบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เน้นว่าความเสี่ยงนี้ไม่ใช่ความเสี่ยงใหม่ที่เพิ่งรู้กัน และข้อแนะนำของ
องค์การอาหารและยาไม่ได้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรงนี้ และข้อมูลที่มีอยู่ก็ยัง
แสดงถึงสัดส่วนของประโยชน์และความเสี่ยงที่ดีของวัคซีนโควิด-19 ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ในผู้ใหญ่เมื่อเปรียบ
เทียบกับการไม่มีวัคซีนเลย

ดร. มาร์คส์ อธิบายว่าองค์การอาหารและยาเคยหวังว่าจะมียุทธศาสตร์เกี่ยวกับการลดความเสี่ยงที่จะช่วยในการระบุว่า
ใครที่จะมีโอกาสเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เกิดขึ้นได้ยากนี้เมื่อได้รับฉีดวัคซีนไปแล้วเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ฉีดวัคซีนของ
จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ให้แก่คนกลุ่มนี้ แต่ความหวังนี้ยังไม่เป็นจริง และรูปแบบอย่างเดียวที่พบคือปัญหานี้ดูเหมือนว่า
จะไม่ค่อยเกิดกับคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี และเสริมว่าการตัดสินใจขององค์การอาหารและยาไม่ควรเป็นสาเหตุที่ทำให้คน
ที่ได้รับฉีดวัคซีนนี้ไปแล้วกังวล เพราะผลข้างเคียงนี้จะเกิดภายในหนึ่งหรือสองอาทิตย์และอย่างมากไม่เกินสามอาทิตย์หลัง
จากที่ได้รับฉีดวัคซีน

คนที่ยังสามารถพิจารณาว่าจะฉีดวัคซีนนี้หรือไม่รวมถึงคนที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรง (anaphylactic reaction) ต่อวัคซีน
ชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ หรือคนที่อาจจะไม่ได้รับฉีดวัคซีนโควิด-19 ใดใดเลย
นอกจากข้อแนะนำใหม่นี้แล้วองค์การอาหารและยาได้ปรับปรุงเอกสารให้ข้อมูล (factsheet) เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ของ
จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ให้ทันสมัยขึ้นสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ และสำหรับผู้ได้รับฉีดวัคซีนรวมถึงผู้ดูแลของเขาด้วย
ซึ่งในเอกสารสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ องค์การอาหารและยาจะระบุว่าประมาณ 15% ของกรณีภาวะลิ่มเลือดอุดตันเป็น
กรณีที่อาการรุนแรงมากจนถึงแก่ชีวิต

ในเอกสารระบุว่ากรณีของภาวะลิ่มเลือดอุดตันด้วยภาวะเกล็ดเลือดต่ำหลังจากที่ได้รับฉีดวัคซีนโควิด-19 ของจอห์นสัน
แอนด์ จอห์นสัน ได้รับการรายงานว่าเกิดขึ้นทั้งในผู้ชายและผู้หญิงที่มีช่วงอายุที่กว้างมากตั้งแต่คนที่มีอายุ 18 ปีหรือสูงกว่า
โดยที่อัตราที่ได้รับรายงานมากที่สุดเป็นผู้หญิงอายุระหว่าง 30-49 ปี ที่จะพบอาการข้างเคียงที่รุนแรงนี้ประมาณ 8 รายต่อ
วัคซีน 1,000,000 โด๊ส

การตัดสินใจดังกล่าวขององค์การอาหารและยาจะมีส่วนทำให้คนลังเลไม่กล้าใช้วัคซีนโควิด-19 ชนิดนี้ และอาจส่งผลต่อ
ความพยายามที่จะพัฒนาวัคซีนป้องกันเอชไอวีในอนาคตด้วยเพราะวัคซีนป้องกันเอชไอวีที่พัฒนาโดยบริษัทจอห์นสัน
แอนด์ จอห์นสัน เป็นวัคซีนรูปแบบเดียวกันกับวัคซีนโควิด-19 ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ที่องค์การอาหารและยาออก
ข้อจำกัดในการใช้ และวัคซีนเอชไอวีรูปแบบนี้ที่ใช้ในการวิจัยในผู้หญิงวัยรุ่นในซับซาฮาร่าอาฟริกาถูกหยุดก่อนกำหนด
เมื่อปลายปีที่ผ่านมาเพราะการวิเคราะห์ผลการวิจัยแสดงว่าวัคซีนไม่มีประสิทธิผลในการป้องกันเอชไอวี

ในปัจจุบันยังมีการวิจัยวัคซีนเอชไอวีที่ใช้วัคซีนชนิดนี้อีกหนึ่งโครงการที่ยังดำเนินการต่อไปอยู่ซึ่งเป็นการวิจัยในกลุ่มชาย
มีเพศสัมพันธ์กับชายในทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้และยุโรปซึ่งต้องคอยติดตามดูต่อไปว่าผลของการวิจัยจะเป็นอย่างไร
และผลของการวิจัยวัคซีนเอชไอวีอาจเป็นการตัดสินว่าอนาคตของวัคซีนชนิดนี้จะเป็นอย่างไรทั้งต่อวัคซีนเอชไอวีและวัคซีน
โควิด-19